สลักใต้ฟ้า PYLON


เมืองไม่ได้ลอยเพราะเวทมนตร์ มันลอยเพราะมีคนปีนขึ้นไปขันน็อตทุกวัน

อโยธยาแบ่งเป็นสองชั้นชัดเจน ชั้นบนอากาศกรองแล้ว แสงเทียมนุ่มนวล คนเดินด้วยรองเท้าสะอาด ชั้นล่างที่เรียกว่า ราก มีแต่ท่อร้อน เสียงปั๊ม และช่างภาคสนามที่ร่างกายพังเร็วกว่าอุปกรณ์

ธีร์เป็นหนึ่งในนั้น เขาซ่อมสายส่งที่เลี้ยงทั้งเมือง แต่สิ่งที่ซ่อมไม่ได้ คือ อาการปวดหัวที่เจาะจากหลังตาขวาทุกวันเหมือนนาฬิกาปลุก 

เมื่อหมอบนฟ้าบอกให้ทน แม่ของเขาจึงพาไปหาคนที่บอกว่ารักษาได้โดยไม่ต้องใช้ยา

ค่ำคืนหนึ่งในห้องกังหันเก่า การรักษากลายเป็นการแลกเปลี่ยนที่น่าอาย เจ็บ และมีราคา 

สิ่งที่ธีร์ได้กลับมาไม่ใช่การหายป่วย แต่เป็นรหัสอุปกรณ์ที่คุ้นมือ และความจริงว่าเมืองนี้ไม่ได้ต้องการให้เขาหาย มันต้องการให้เขาปวดต่อไปอย่างแม่นยำ

นี่คือเรื่องของช่างคนหนึ่งที่ต้องเลือกระหว่างแบกความปวดของตัวเองไว้ หรือสวมเสื้อคลุมของผู้รักษาแล้วส่งต่อความปวดนั้นให้คนรุ่นต่อไป

  • แนะนำ หนังสือ คำสารภาพ (ฉบับปรับปรุง)

  • นิยายซีรีส์ สลักใต้ฟ้า PYLON

    "ธีร์" อายุ 32 ปี เป็นช่างภาคสนามระดับ 7 ของหน่วยซ่อมโครงข่ายลอยฟ้า งานของเขาคือปีนเสาไพธอนสูง 400 เมตรที่ค้ำนครอโยธยาไว้เหนือรากเมือง 

    ทุกเช้าเขาสวมชุดกันไฟฟ้าหนัก 18 กิโลกรัม รัดเข็มขัดนิรภัย 3 จุด แล้วไต่ขึ้นไปในท่อลมเย็นจัดเพื่อเชื่อมสายทองแดงที่จ่ายพลังงานให้เมืองบนฟ้า 

    คนข้างบนเรียกที่นั่นว่าสวรรค์คอนกรีต คนข้างล่างอย่างพวกเราเรียกมันว่าราก ที่รากไม่มีแสงอาทิตย์จริง มีเพียงหลอดโซเดียมสีส้มที่ติดๆ ดับๆ กับเสียงปั๊มน้ำใต้ดินที่ดังตลอด 24 ชั่วโมง

    3 ปีหลังสุด ธีร์เริ่มปวดหัวแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน มันไม่ใช่ปวดธรรมดา มันเริ่มจากหลังกระบอกตาขวาเหมือนมีสว่านเล็กๆ เจาะเข้ามา แล้วลามไปขมับ หน้าผาก บางครั้งลามลงกราม ปวดนาน 15 นาทีบ้าง 3 ชั่วโมงบ้าง 

    วันแย่ที่สุดเกิด 8 ครั้ง เขาต้องหยุดกลางคานแล้วเกาะสลิงไว้แน่นจนนิ้วขาว เพราะถ้าปล่อยมือจะร่วงลงรากทันที 

    แผนกแพทย์ของบริษัทให้ยาแก้ปวดกลุ่มทริปแทน ให้ออกซิเจนกระป๋อง ให้พักงาน 7 วัน แต่ทุกครั้งที่กลับขึ้นเสา อาการก็กลับมาเหมือนเดิม ผลสแกนบอกว่าไม่มีเนื้องอก ไม่มีเส้นเลือดผิดรูป หมอบอกแค่ว่าเป็นโรคปวดหัวคลัสเตอร์ ให้อยู่กับมันไป

    แม่ของธีร์ชื่อ "มาลี" อายุ 61 ปี เคยเป็นผู้ช่วยพยาบาลในคลินิกลอยฟ้าโซน B ก่อนถูกปลดเพราะอายุเกินเกณฑ์แล้วส่งกลับลงมาราก 

    เธอไม่เชื่อหมอ บริษัท เธอเชื่อในอย่างอื่น เธอเปิดจอเก่าๆ ดูไลฟ์ของชายคนหนึ่งทุกคืน ชายคนนั้นชื่อ "อาจารย์วิสุทธิ์" คนเรียกเขาว่า วิศวกรจิต เขาใส่เสื้อขาวแขนยาวแบบช่างเก่า พูดเรื่องพลังจักระกับวงจรไฟฟ้าในร่างกายเดียวกัน 

    ลูกศิษย์ของเขามีทั้งดาราซีรีส์ลอยฟ้า นายทหารอากาศ ไปจนถึงหัวหน้าสหภาพแรงงาน แม่บอกว่าอาจารย์สื่อสารกับระบบแกนกลางของเมืองได้ แก้กรรมได้ รักษาโรคที่หมอรักษาไม่ได้

    ธีร์หัวเราะครั้งแรก แต่พอคืนหนึ่งเขาปวดจนอาเจียนบนคานที่ความสูง 300 เมตร เพื่อนร่วมทีมต้องโรยตัวลงมาพยุง 

    เขาจึงยอมให้แม่จองคิว แม่ใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดแลกกับคิวพิเศษ เธอบอกว่าวันที่ 2 พฤษภาคม 2589 เวลา 22.00 น. อาจารย์จะรับเคส VIP ที่สำนักป่าซาง ซึ่งเดิมคือห้องกังหันเก่าของสถานีสูบน้ำเซกเตอร์ 9 ที่ตอนนี้ดัดแปลงเป็นสถานปฏิบัติธรรม

    คืนนั้นลิฟต์ขนของพาพวกเขาขึ้นจากรากผ่านชั้นฝุ่น ชั้นควัน ไปยังชั้นกลางที่อากาศเริ่มอุ่น แม่เดินกะเผลกเพราะเพิ่งผ่าตัดเข่าเมื่อ 2 เดือนก่อน 

    ธีร์ประคองเธอตลอดทาง หน้าห้องพิธีมีลูกศิษย์ใส่ชุดช่างสีกรมท่ายืนเรียง 12 คน ทุกคนติดเครื่องมือวัดคลื่นไฟฟ้าที่ข้อมือเหมือนที่ธีร์ใช้ตรวจสายไฟ 

    อาจารย์เรียกชื่อเขาเข้าไปคนเดียวแล้วปิดประตูเหล็กหนา ให้แม่นั่งรอที่เก้าอี้พลาสติกด้านนอก

    ในห้องไม่มีธูป ไม่มีพระพุทธรูป มีเพียงเตียงสแตนเลสกับโคมไฟผ่าตัดดวงเดียว อาจารย์วิสุทธิ์อายุราว 70 ปี ผมขาว ผิวแห้งเหมือนคนที่อยู่บนฟ้านานเกินไป 

    เขาพูดเสียงเรียบว่าโรคของธีร์เกิดจากแกนพลังเพศไม่ตรงแนว ต้องตรวจศิวลึงค์ตามศาสตร์พราหมณ์ฮินดูที่ผสานกับวิศวกรรมชีวภาพ เขาสั่งให้ถอดชุดช่าง ถอดเสื้อ ถอดกางเกงในทั้งหมด 

    ธีร์ลังเล อาจารย์บอกว่าไม่อาย นี่คือการรักษา ไม่ใช่เรื่องลามก

    ธีร์ถอด เพราะแม่รออยู่ข้างนอก เพราะเขาหมดทางแล้ว อาจารย์สวมถุงมือยางแล้วเริ่มแตะต่ำกว่าสะดือ อ้างว่ากำลังกระตุ้นเส้นประสาทรากที่เชื่อมตรงไปยังศูนย์ความปวดในสมอง 

    มือเย็นจัดเคลื่อนไปมา พร้อมกับคำพูดที่เปลี่ยนจากภาษาธรรมะเป็นคำหยาบโลน พูดถึงการสอดใส่ การยอมจำนน สมมติให้ธีร์เป็นตัวพระ ส่วนตัวเองจะยอมเป็นตัวนาง แล้วผลักหัวของธีร์ลงไปสู่ขั้นตอนที่เขาเรียกว่า อมมังกร

    วินาทีนั้นธีร์กำหมัดแน่น อยากจะถีบหน้าคนตรงหน้าแล้ววิ่งออกไป แต่เสียงฝีเท้าของลูกศิษย์ 12 คนด้านนอกดังผ่านประตูเหล็ก แม่ของเขานั่งหลังค่อมอยู่ตรงนั้น 

    ถ้าเกิดเรื่องเขาจะพาแม่ออกไม่ทัน และที่เอวของอาจารย์มีรอยนูนใต้เสื้อคล้ายด้ามเครื่องมือหรืออาวุธ ธีร์จึงกัดฟันปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปจนจบ ร่างกายสั่นไม่ใช่เพราะความหนาว

    กลางพิธีนั่นเอง ขณะที่โคมไฟส่องลงมา ธีร์เห็นบางอย่างที่ทำให้เลือดเย็นยิ่งกว่าอากาศบนเสา ที่ข้อมือซ้ายของอาจารย์มีรอยแผลไหม้เป็นวงกลม 3 วงซ้อนกัน เป็นแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุอาร์กแฟลชตอนเชื่อมบัสบาร์สด 

    ธีร์จำได้ดีเพราะเขาเองก็มีแผลแบบเดียวกันที่แขนขวา และที่สำคัญกว่านั้นคือเครื่องมือที่อาจารย์เรียกว่าแท่งกระตุ้นพลัง มันคือโพรบประสาทรุ่น XR-9 ของบริษัทอโยธยาเมนเทนแนนซ์ มีเลขทรัพย์สินสลักไว้ชัดเจนว่า AT-77

    หัวของธีร์แล่นย้อนไป 12 ปีก่อน ตอนเขาเป็นเด็กฝึกงาน เขาเคยอ่านบันทึกอุบัติเหตุเก่าในห้องเก็บเอกสารราก มีชื่อหัวหน้าวิศวกรคนหนึ่งชื่อ วิสุทธิ์ ศรีวงศ์ ผู้ออกแบบตัวควบคุมพัลส์สำหรับเสาไพธอนรุ่นแรก 

    รายงานระบุว่าระบบนั้นปล่อยคลื่นความถี่ต่ำที่ทำให้ช่างภาคสนามบางคนมีอาการปวดหัวรุนแรงแบบเป็นชุด บริษัทสั่งปิดรายงานแล้วจ่ายเงินชดเชยเงียบๆ วิสุทธิ์ลาออก หายไปจากระบบ 3 ปีต่อมาเขาปรากฏตัวในไลฟ์ในชื่ออาจารย์วิสุทธิ์

    ความจริงกระแทกเข้ามาในหัวพร้อมกับความปวดรอบใหม่ นี่ไม่ใช่การรักษา นี่คือการเก็บข้อมูล ลูกศิษย์ด้านนอกไม่ใช่สาวก พวกเขาคือช่างเทคนิคที่จดค่าการตอบสนองของเส้นประสาทตอนถูกกระตุ้น 

    อาจารย์กำลังใช้ร่างกายของเหยื่อเป็นเครื่องมือคาลิเบรต เพื่อปรับจูนพัลส์ของเสาให้แรงขึ้นโดยไม่ทำให้คนงานตายทันที แต่ทำให้ปวดพอจะควบคุมได้ ธีร์ไม่ได้ป่วยเพราะโชคร้าย เขาป่วยเพราะถูกออกแบบให้ป่วย

    พิธีจบลงใน 40 นาที อาจารย์ยิ้มบางๆ บอกว่าพลังงานไหลเวียนดีแล้ว อีก 7 วันจะหาย ธีร์ใส่เสื้อผ้ากลับ เดินออกไปพยุงแม่โดยไม่พูดอะไรสักคำ 

    คืนนั้นเขาปวดอีก 2 ครั้ง ครั้งละเกือบชั่วโมง สองสัปดาห์ต่อมาอาการไม่ดีขึ้นเลย มีแต่ความรู้สึกสกปรกที่ล้างไม่ออก เขานอนมองเพดานสังกะสีในห้องเช่ารากแล้วคิดถึงเชือกแขวนถุงเครื่องมือ 

    สุดท้ายเขาเล่าทุกอย่างให้แม่ฟัง แม่ร้องไห้จนตัวโยน มือที่เคยพนมต่อหน้าจอไลฟ์สั่นเหมือนคนถอนพิษ เธอพูดคำเดียวว่าแม่ขอโทษ

    ธีร์ติดต่อไปยัง "เอกชัย แอดมินเพจเครือข่าย รากต้องรอด" คนที่เคยช่วยแรงงานถูกไฟดูดฟ้องบริษัท เอกชัยฟังเรื่องทั้งหมดแล้วบอกให้ไปแจ้งความที่กองปราบส่วนกลางบนชั้นลอยฟ้า 35 วันที่ 7 พฤษภาคม 2589 ธีร์เตรียมเอกสาร ใบรับรองแพทย์ บันทึกเวลาปวด และภาพถ่ายแผลไหม้ที่ข้อมืออาจารย์ที่เขาแอบถ่ายไว้

    ที่กองปราบ ห้องสอบสวนเย็นจนเห็นลมหายใจ นายตำรวจหญิงคนหนึ่งฟังอย่างตั้งใจแล้วขอให้รอนอกห้อง 15 นาที ประตูเปิดอีกครั้งไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นชายใส่สูทสีเทาของบริษัทอโยธยาเมนเทนแนนซ์ เขาวางแท็บเล็ตตรงหน้าธีร์ บนจอคือสัญญาจ้าง

    ชายคนนั้นพูดโดยไม่ต้องอ้อมค้อม อาจารย์วิสุทธิ์ ศรีวงศ์ เสียชีวิตไปแล้ว 3 ปีก่อนด้วยมะเร็งปอดจากรังสีบนเสา 

    สิ่งที่ธีร์เจอคืนนั้นไม่ใช่คน แต่เป็นภาพโฮโลแกรมความละเอียดสูงที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ ซึ่งบริษัทสร้างขึ้นจากข้อมูลการสอนเก่าๆ ของวิสุทธิ์ เพื่อใช้เก็บข้อมูลชีวภาพจากแรงงานที่มีอาการปวดคลัสเตอร์จริง 

    เพราะคนกลุ่มนี้ให้สัญญาณประสาทที่ชัดเจนที่สุดสำหรับปรับจูนเสาไพธอนรุ่นใหม่ ทุกครั้งที่มีพิธี ข้อมูลจะถูกส่งตรงไปยังแกนกลางเมืองบนฟ้า

    ธีร์นั่งนิ่ง ชายในสูทเลื่อนสัญญาไปอีกหน้า เราต้องการคุณ ไม่ใช่ในฐานะเหยื่อ แต่ในฐานะผู้สวมบทบาทต่อไป โครงข่ายประสาทของคุณทนต่อความปวดได้ถึง 8 ครั้งต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของช่างทั่วไปถึง 4 เท่า 

    คุณเหมาะจะกลายเป็นอาจารย์คนใหม่ ค่าตอบแทนมากพอจะย้ายแม่ขึ้นไปอยู่โซนอากาศสะอาดตลอดชีวิต มีที่พัก มีหมอจริง ไม่ต้องปีนเสาอีก

    ในจังหวะนั้นเอง ธีร์รู้สึกถึงบางอย่างในท้ายทอยอุ่นวาบ ความปวดที่อยู่กับเขามา 5 ปีหายไปเฉียบพลันเหมือนมีคนดึงปลั๊กออก เขายกมือแตะต้นคอ พบตุ่มแข็งเล็กเท่าเมล็ดถั่วใต้ผิวหนัง สิ่งที่โพรบ XR-9 ฝังไว้คืนนั้นไม่ใช่แค่ตัวรับข้อมูล แต่เป็นตัวหน่วงความปวด

    ชายในสูทมองนาฬิกาแล้วพูดทิ้งท้าย ถ้าคุณปฏิเสธ พรุ่งนี้ข้อมูลของคุณจะถูกลบจากระบบ และอาการปวดจะกลับมาหนักกว่าเดิม 3 เท่า ถ้าคุณรับ คุณจะได้รักษาคนอื่นด้วยวิธีเดียวกับที่คุณเกลียด

    ธีร์มองออกไปนอกหน้าต่างกระจกของชั้น 35 เห็นนครลอยฟ้าส่องแสงอยู่เหนือรากเมืองที่มืดครึ้ม ข้างล่างนั้นมีช่างอีกหลายร้อยคนที่กำลังไต่เสาขึ้นไปพร้อมกับความปวดแบบเดียวกันกับที่เขาเพิ่งหาย 

    และข้างๆ เขาในห้องนี้ แม่กำลังนั่งรอผลการแจ้งความโดยไม่รู้ว่าลูกชายกำลังจะได้กลายเป็นสิ่งที่ทำลายชีวิตตัวเอง

    เขาวางนิ้วลงบนแท็บเล็ต ยังไม่กดเซ็น แต่รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของภาพโฮโลแกรมอาจารย์วิสุทธิ์ที่ฉายอยู่บนผนังห้อง บอกเขาว่าไม่ว่าเลือกทางไหน เมืองบนฟ้าก็ได้สิ่งที่ต้องการไปแล้ว

    👍 ตัวละครจาก นิยายซีรีส์ สลักใต้ฟ้า PYLON

    ธีร์ (เพศชาย) อายุ 32 ปี
    ช่างซ่อมสายส่งแรงดันสูงระดับ 7 ประจำรากเมือง นิสัยอดทน เงียบ ไม่พูดมาก มีวินัยแบบคนทำงานภาคสนาม เชื่อในเครื่องมือมากกว่าคำพูด จุดอ่อนคือความผูกพันกับแม่ ทำให้ยอมทำสิ่งที่ขัดกับสัญชาตญาณตัวเองเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว เขาเป็นตัวแทนของแรงงานทักษะสูงที่ร่างกายถูกใช้เป็นอะไหล่ของเมือง

    มาลี (เพศหญิง) อายุ 61 ปี
    แม่ของธีร์ อดีตผู้ช่วยพยาบาลคลินิกลอยฟ้าโซน B ถูกส่งกลับลงรากหลังเกษียณ มีความศรัทธาแรงกล้าในศาสตร์ทางเลือกเพราะระบบแพทย์บนฟ้าเคยทอดทิ้งเธอ เธอรักลูกแบบคนรุ่นเก่า คือยอมจ่ายทุกอย่างเพื่อความหวัง แม้ความหวังนั้นจะมาจากไลฟ์สตรีม เธอเปลี่ยนจากผู้ศรัทธาสุดโต่งไปสู่ผู้รู้สึกผิดอย่างสมบูรณ์หลังรู้ความจริง

    วิสุทธิ์ ศรีวงศ์ / อาจารย์วิสุทธิ์ (เพศชาย) อายุประมาณ 70 ปีตอนเสียชีวิต
    อดีตหัวหน้าวิศวกรผู้ออกแบบระบบพัลส์เสาไพธอน เป็นคนฉลาดระดับอัจฉริยะแต่ไร้จริยธรรม หลังลาออกตัวตนของเขาถูกบริษัทนำมาสร้างเป็นภาพโฮโลแกรมเอไอเพื่อทำหน้าที่ "วิศวกรจิต" ในคราบนักบุญ เขาจึงมีสองสถานะในเรื่อง คือมนุษย์ผู้ก่อปัญหา และภาพจำลองที่ใช้หลอกล่อเหยื่อรุ่นต่อไป

    เอกชัย เพศชาย อายุประมาณ 35 ปี
    แอดมินเพจเครือข่ายรากต้องรอด อดีตช่างเชื่อมที่ผันตัวมาเป็นนักกิจกรรมแรงงาน พูดตรง ทำงานเร็ว เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกใต้ดินกับระบบกฎหมายบนฟ้า เขาไม่ใช่ฮีโร่ แต่เป็นคนธรรมดาที่เลือกยืนข้างผู้เสียหาย

    เจ้าหน้าที่บริษัทอโยธยาเมนเทนแนนซ์ (ชายสูทเทา) เพศชาย อายุประมาณ 40 ปี
    ตัวแทนทุนแบบเย็นชา สุภาพ ใช้ตรรกะต้นทุนกำไรพูดทุกอย่าง เขาไม่มีความโกรธหรือความเมตตา มีเพียงข้อเสนอที่คำนวณมาแล้ว เป็นภาพของระบบที่กลืนกินศรัทธาและความเจ็บปวดแล้วเปลี่ยนเป็นข้อมูล

    👍 บทวิจารณ์ นิยายซีรีส์ สลักใต้ฟ้า PYLON

    สลักใต้ฟ้า เป็นงานที่ผสมสองแนวที่ปกติไม่ค่อยเจอกัน คือ นิยายแรงงานทักษะสูง กับดิสโทเปียเมืองลอยฟ้า จุดแข็งที่สุดคือความสมจริงของงานช่าง ผู้เขียนไม่ได้ให้ธีร์เป็นพระเอกนักสู้ แต่ให้เขาเป็นคนทำงานที่รู้จักน้ำหนักของเข็มขัดนิรภัย รู้จักแผลอาร์กแฟลช รู้จักความสูง 400 เมตร รายละเอียดพวกนี้ทำให้โลกสมมติมีความถ่วง ไม่ลอย

    ธีมหลักไม่ใช่เรื่องผีหรือไสยศาสตร์ แต่เป็นเรื่องการเปลี่ยนความเจ็บป่วยให้เป็นสินค้า นิยายตั้งคำถามตรงๆ ว่าเมื่อเมืองบนฟ้าต้องการพลังงานสะอาด ใครเป็นคนจ่ายราคาที่แท้จริง คำตอบคือร่างกายของคนในราก ความศรัทธาของแม่มาลีจึงไม่ใช่เรื่องงมงายส่วนบุคคล แต่เป็นช่องว่างที่ระบบตั้งใจเว้นไว้ให้คนจนต้องวิ่งเข้าไปหา

    ภาษาเขียนอ่านง่ายแต่ไม่ง่ายเกิน มีจังหวะแบบคนทำงาน คือสั้น กระชับตอนอยู่บนเสา แล้วยืดยาวหนืดตอนอยู่ในห้องพิธี ความอึดอัดถูกสร้างด้วยการบรรยายทางกายภาพ ไม่ใช่ด้วยคำหยาบ การล่วงละเมิดถูกเล่าผ่านเครื่องมือช่าง ผ่านเลขทรัพย์สิน AT-77 ผ่านรอยแผลไหม้ ซึ่งทำให้ฉากนั้นน่ากลัวแบบเป็นอุตสาหกรรม ไม่ใช่แบบเรื่องสยองขวัญ

    สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากดิสโทเปียทั่วไปคือตอนจบไม่ให้ทางออกสวยงาม ตัวเลือกของธีร์ไม่ใช่ดีกับชั่ว แต่เป็นเจ็บปวดแบบเดิมกับเจ็บปวดแบบใหม่โดยสวมหน้ากากผู้รักษา นิยายจึงทิ้งคำถามไว้กับผู้อ่านว่าในโลกที่ความปวดถูกทำให้หายได้ด้วยชิปฝังคอ เรายังเรียกสิ่งนั้นว่าการรักษาอยู่หรือไม่

    ข้อสังเกตเล็กน้อยคือตัวละครฝั่งบนฟ้ายังแบนไปบ้าง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่บริษัทที่ทำหน้าที่เป็นเสียงของระบบมากกว่าคน แต่ในบริบทเรื่องที่ต้องการเน้นความไร้หน้าของทุน การแบนนี้กลับทำงานได้ดี

    สลักใต้ฟ้า เป็นนิยายแรงงานที่เจ็บ เท่ และร่วมสมัย มันใช้ความปวดหัวคลัสเตอร์ซึ่งเป็นโรคจริง มาผูกกับสถาปัตยกรรมเมืองลอยฟ้าได้อย่างแนบเนียน และเปลี่ยนเรื่องเล่าการหลอกลวงทางความเชื่อให้กลายเป็นคำฟ้องต่อระบบที่ผลิตความเชื่อนั้นขึ้นมาเองตั้งแต่แรก

    แนะนำ หนังสือ คำสารภาพ (ฉบับปรับปรุง)
    คำสารภาพ (ฉบับปรับปรุง) นิยายแปลญี่ปุ่นระดับตำนานของ มินะโตะ คานะเอะ (Kanae Minato) กลับมาอีกครั้งในฉบับปรับปรุงใหม่จากสำนักพิมพ์ prism publishing ที่อ่านลื่นขึ้น เข้มขึ้น และเจ็บปวดกว่าเดิม

    เรื่องเริ่มต้นจากศพของ "มะนะมิจัง" ลูกสาววัย 4 ขวบของครูประจำชั้น ม.1 ที่ถูกพบจมน้ำในสระว่ายน้ำของโรงเรียน ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ครูรู้ดีว่า...ฆาตกรคือลูกศิษย์ในห้องของเธอเองถึงสองคน การแก้แค้นจึงเริ่มขึ้นในคาบสุดท้ายก่อนลาออก — ไม่ใช่ด้วยความรุนแรง แต่ด้วย "คำสารภาพ" ที่ค่อยๆ ปอกเปลือกความจริงอันดำมืดของเด็ก เยาวชน ครอบครัว และระบบการศึกษา

    นิยายสืบสวนจิตวิทยา เล่มนี้ขายดีกว่า 3 ล้านเล่มทั่วโลก และถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่กวาดรางวัลมาแล้ว เพราะมันไม่ได้ถามว่า "ใครฆ่า" แต่ถามว่า "อะไรที่ทำให้เด็กคนหนึ่งกลายเป็นฆาตกรได้"

    ข้อมูล หนังสือ คำสารภาพ (ฉบับปรับปรุง)
    คุณสมบัติ รายละเอียด
    ชื่อหนังสือ คำสารภาพ (ฉบับปรับปรุง)
    ผู้เขียน มินะโตะ คานะเอะ (Kanae Minato)
    สำนักพิมพ์ prism publishing (ปริซึม)
    หมวดหมู่ นิยายแปล / นิยายสืบสวนจิตวิทยา
    จำนวนหน้า 268 หน้า
    ขนาดรูปเล่ม 18.5 x 12.9 x 2 ซม.
    น้ำหนัก 0.328 กก.
    ISBN / บาร์โค้ด 9786161862039
    วันที่วางจำหน่าย 24 ธันวาคม 2566

      ค้นหาหนังสือนิยายที่ดีที่สุดเพิ่มเติมได้ที่

      Product Image
      Naiin Official Shop
      ร้าน Naiin Official Shop มีนิยายหลากหลายแนว ทั้งโรแมนติก ดราม่า สืบสวน และแฟนตาซี พร้อมทั้งผลงานใหม่จากนักเขียนชื่อดัง
      Product Image
      สำนักพิมพ์ซีเอ็ด SE-ED Publish
      ซีเอ็ด (SE-ED Publish) มีนิยายและหนังสือหลากหลายแนว ทั้งเล่มจริง, อีบุ๊ก และหนังสือเสียง โดยเน้นความครบครันในทุกหมวดหมู่ ตั้งแต่โรแมนติก, วรรณกรรมแปล, ไปจนถึงนิยายแฟนตาซีและวัยรุ่น พร้อมโปรโมชั่นและส่วนลดบ่อยครั้ง เหมาะสำหรับนักอ่านที่ต้องการทั้งความบันเทิงและสาระ
      Product Image
      Amarinbooks Official Shop
      Amarinbooks Official Shop มีนิยายหลากหลายแนว ทั้งนิยายวาย นิยายจีน และวรรณกรรมแปล พร้อมโปรโมชั่นและส่วนลดบ่อยครั้ง เหมาะสำหรับนักอ่านที่ชอบทั้งโรแมนติก ดราม่า และสืบสวนสอบสวน โดยสามารถซื้อได้ทั้งเล่มจริงและอีบุ๊ก
      Product Image
      สถาพรบุ๊คส์ Satapornbooks
      สถาพรบุ๊คส์ (Satapornbooks) เป็นสำนักพิมพ์ใหญ่ที่มีนิยายหลากหลายแนว ทั้งนิยายรัก, นิยายจีนแปล, นิยายแฟนตาซี, และนิยายวาย โดยมีนักเขียนชื่อดังและผลงานขายดีมากมาย พร้อมโปรโมชั่นลดราคาประจำ เช่น ลด 15–20% และจัดชุด Boxset พิเศษ
      Product Image
      jamsai official
      Jamsai Official Shop เป็นหนึ่งในสำนักพิมพ์นิยายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและนักอ่านที่ชื่นชอบนิยายรักโรแมนติกและนิยายวาย (BL) พร้อมทั้งมีนิยายแฟนตาซีและวรรณกรรมแปลที่หลากหลาย
      Product Image
      Salmon Books
      สำนักพิมพ์ Salmon Books (แซลมอนบุ๊คส์) เป็นสำนักพิมพ์ที่เน้นนิยายและหนังสือ นอกกระแสหลัก ที่มีความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ และสะท้อนสังคมร่วมสมัย เหมาะสำหรับนักอ่านที่ชอบงานเขียนแนวทดลอง, วรรณกรรมแปล, และนิยายที่มีมุมมองเฉพาะตัว ทั้งเล่มจริงและอีบุ๊ก พร้อมโปรโมชั่นลดราคาประจำในร้าน

      Translate

      เนื้อหาในนิยายทั้งหมดในนี้ เหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป อาจมีเนื้อหาที่ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่าน ผู้อ่านที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปีควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน