บันทึกฟิล์มใบสุดท้ายในโลกสีเลือด The Last Print of a Dying World
หมอกพิษสีม่วงที่ปกคลุมซากปรักหักพังของกรุงลอนดอนในปี 1880 มนุษยชาติต่างยอมจำนนต่อความมืดมิดและอสูรกายร้ายเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ
ข้อมูล กล้องอินสแตนท์ไฮบริดสุดพรีเมียม FUJIFILM INSTAX MINI EVO (พอร์ต USB Type-C)
แต่ในมือของชายคนหนึ่ง กลับมีกล้องอินสแตนท์ไฮบริดปริศนาจากอนาคต วัตถุพรีเมียมชิ้นเดียวที่สามารถบันทึกความจริงอันโสมมของโลกใบนี้เอาไว้ได้
แต่ทุกครั้งที่เสียงกลไกสั่งพิมพ์ภาพดังขึ้น มันไม่ได้นำมาซึ่งความหวัง แต่กลับดึงดันให้เขาดิ่งลึกลงไปในวังวนแห่งการหลอกลวงที่ไม่มีใครคาดคิด
นิยายซีรีส์ บันทึกฟิล์มใบสุดท้ายในโลกสีเลือด The Last Print of a Dying World
ปีศาจไม่ได้กลืนกินแค่เนื้อหนังของมนุษย์ แต่มันกลืนกินแสงแดดและความทรงจำไปด้วย นับตั้งแต่พวกมันคืบคลานขึ้นมาจากรอยแยกใต้แม่น้ำเทมส์ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 19 สภาพอากาศของกรุงลอนดอนก็ไม่เคยกลับมาเป็นปกติอีกเลย
ควันถ่านหินจากโรงงานอุตสาหกรรมในยุควิกตอเรียนที่เคยคิดว่าหนาทึบแล้ว ยังต้องยอมสยบให้กับหมอกพิษสีม่วงเข้มที่สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เหล่านั้นพ่นออกมา รัฐบาลพังทลาย ศีลธรรมของมนุษย์ถูกเผาทิ้งเพื่อแลกกับเศษขนมปัง เสรีภาพกลายเป็นสิ่งเพ้อฝันใต้การปกครองของกองทัพทหารปืนใหญ่ที่ตั้งตนเป็นใหญ่เหนือซากปรักหักพัง
ผมกระชับเสื้อโค้ตผ้าขนสัตว์เนื้อหนาขาดกะรุ่งกะริ่งให้เข้ากับร่างกายที่ผอมโซ ขณะก้าวผ่านตรอกแคบๆ ในย่านไวต์แชเปล กลิ่นคาวเลือดโชยมาตามลมผสมกับกลิ่นกำมะถันชวนคลื่นไส้ สองข้างทางมีร่างของคนจรจัดนอนเบียดเสียดกันราวกับท่อนไม้
ทุกคนต่างรู้ดีว่าหากปล่อยให้เปลวไฟในตะเกียงน้ำมันก๊าดดับลง ความตายจะมาเยือนในรูปแบบของกรงเล็บและฟันกรามที่แหลมคม ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาอาหารเหมือนคนอื่น แต่เป้าหมายของผมมีค่ามากกว่านั้นในโลกที่ไร้ความหวังใบนี้
มือของผมลูบผ่านวัตถุรูปทรงสี่เหลี่ยมในกระเป๋าเสื้อโค้ต มันคือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าผมยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ กล้องอินสแตนท์ไฮบริดสุดพรีเมียม FUJIFILM INSTAX MINI EVO (USB-Type C) อุปกรณ์เหนือกาลเวลาที่ผมค้นพบในตู้เซฟใต้ดินของสถานทูตต่างแดนที่ล่มสลายไปเมื่อหลายสิบปีก่อน
ในโลกยุค 1880 ที่เทคโนโลยีสับสนปนเปและหยุดชะงักลงเพราะสงครามสัตว์ประหลาด กล้องตัวนี้คือปาฏิหาริย์เชิงวิศวกรรมที่ไม่มีใครเข้าใจระบบการทำงานของมัน แต่สำหรับผม มันคือเครื่องมือบันทึกประวัติศาสตร์ชิ้นสุดท้าย
"เฮ้ อาร์เธอร์ นายแน่ใจนะว่าเจ้าสิ่งนั้นจะทำงานได้ในสภาพอากาศแบบนี้" เสียงกระซิบแหบพร่าของ "โธมัส" ชายวัยกลางคนที่มีรอยแผลเป็นฉกรรจ์บนใบหน้าดังขึ้นข้างกายเขา เขากำลังถือตะเกียงทองเหลืองที่ส่งแสงริบหรี่ คอยระแวดระวังภัยรอบตัว
"มันทำงานได้เสมอ โธมัส ตราบใดที่ฉันยังมีพลังงานเหลืออยู่ในแบตเตอรี่ของมัน" ผมตอบพลางดึงกล้องออกมาเผยให้เห็นดีไซน์คลาสสิกสีดำตัดกับขอบเงินพรีเมียมที่ดูแปลกแยกจากยุคสมัยที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรไอน้ำและฟันเฟืองทองเหลือง
เราสองคนเดินลึกเข้าไปในโซนอันตรายที่กองทัพประกาศเป็นเขตหวงห้าม สัตว์ประหลาดที่ผู้คนเรียกว่า 'เดอะ คลอว์' มักจะออกล่าในเวลานี้ พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตสูงกว่า 3 เมตร ผิวหนังหนาราวกับเกราะเหล็ก มีดวงตาเจ็ดดวงที่สามารถมองเห็นคลื่นความร้อนของสิ่งมีชีวิตได้อย่างแม่นยำ
กองทัพปืนใหญ่หลวงทำได้เพียงแค่ใช้กำแพงหินและปืนปืนแกตลิงตรึงพวกมันไว้ไม่ให้บุกเข้าเขตพระราชวัง แต่สำหรับชาวบ้านตาดำๆ ในย่านสลัม พวกเขาถูกทิ้งให้เป็นเหยื่อล่อเพื่อซื้อเวลา
ผมเปิดสวิตช์การทำงานของกล้อง หน้าจอดิจิทัลด้านหลังสว่างขึ้น แสดงตัวเลขเวลา 02:45 น. สัญลักษณ์แบตเตอรี่เหลืออยู่ประมาณ 40% ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางในคืนนี้ ผมปรับหมุนไดอัลด้านบนเพื่อเลือกเอฟเฟกต์ฟิล์ม
ยุคสมัยที่มืดมนแบบนี้ไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าการเลือกโทนสีซีเปียหรือขาวดำเพื่อสะท้อนความจริงอันโหดร้าย ผมใช้นิ้วหัวแม่มือหมุนวงแหวนที่หน้าเลนส์เบาๆ เสียงคลิกเล็กๆ ดังขึ้นขณะที่ผมเลือกเอฟเฟกต์เลนส์แบบซอฟต์โฟกัส เพื่อลดทอนความน่าสยดสยองของภาพที่จะปรากฏตรงหน้า
"มีบางอย่างกำลังมา" โธมัสเตือน แสงไฟจากตะเกียงของเขาเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง
เสียงฝีเท้าหนักๆ กระแทกเข้ากับพื้นอิฐบล็อกของถนนลอนดอน ดังก้องสะท้อนไปมาในความเงียบสงัด ลมหายใจที่เป็นควันพิษสีม่วงลอยฟุ้งออกมาจากมุมตึก ร่างมหึมาของเดอะ คลอว์ ปรากฏตัวขึ้น ดวงตาสีแดงฉานทั้งเจ็ดของมันจับจ้องมาที่พวกเรา
น้ำลายเหนียวหนืดหยดลงพื้นกัดกร่อนหินจนเกิดเสียงฟู่ โธมัสยกปืนคาบศิลาขึ้นเล็งด้วยมือที่สั่นเทา แต่เขารู้ดีว่ากระสุนตะกั่วธรรมดาไม่สามารถระคายผิวของมันได้
"อย่ายิง โธมัส ถอยไปด้านหลังฉัน" ผมสั่ง เสียงของผมเรียบเฉยจนตัวเองยังตกใจ ความกลัวถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณของช่างภาพชิ้นสุดท้ายของมนุษยชาติ
ผมยกกล้องขึ้นแนบระดับสายตา หน้าจอดิจิทัลจับภาพใบหน้าอันน่าสยดสยองของสัตว์ประหลาดได้อย่างชัดเจน นิ้วของผมกดปุ่มชัตเตอร์ตัวแรกที่อยู่ด้านหน้าสำหรับเตรียมพร้อม เสียงกลไกจำลองการทำงานดังขึ้นในระบบ หัวใจของผมเต้นระรัวที่ความเร็ว 120 ครั้งต่อนาที สัตว์ประหลาดกระโจนเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือธรรมชาติ กรงเล็บแหลมคมยาวเท่าดาบปลายปืนง้างขึ้นสูง
ผมกดชัตเตอร์หลัก แสงแฟลชจากกล้องระเบิดออกเป็นวงกว้าง ความสว่างวาบระดับสูงทำให้ดวงตาทั้งเจ็ดของเดอะ คลอว์ พล่ามัวชั่วขณะ มันร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดและเสียหลักล้มกระแทกเข้ากับรถม้าเก่าๆ ข้างทางจนพังยับเยิน
"วิ่ง!" ผมตะโกนสั้นๆ ก่อนจะดึงมือโธมัสให้วิ่งตัดผ่านซอกตึกแคบๆ ที่สัตว์ประหลาดตัวใหญ่ขนาดนั้นไม่สามารถตามเข้ามาได้
เราวิ่งหนีมาจนถึงห้องใต้ดินของโบสถ์ร้างแห่งหนึ่ง โธมัสทิ้งตัวลงนั่งหอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย แสงเทียนเล่มเล็กในห้องใต้ดินให้ความสว่างเพียงรำไร ผมทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงอิฐที่ชื้นแฉะ นำกล้องขึ้นมาเปิดดูรูปภาพที่เพิ่งบันทึกไป
หน้าจอดิจิทัลแสดงภาพเดอะ คลอว์ ในจังหวะที่มันกำลังอ้าปากกว้างอย่างดุร้าย ท่ามกลางเอฟเฟกต์ฟิล์มสีขาวดำเข้มข้นที่ทำให้ภาพดูมีพลังและน่าสะพรึงกลัวราวกับภาพถ่ายจากนรก
"นายถ่ายภาพมันไปทำไม อาร์เธอร์? ในเมื่อเมืองนี้กำลังจะตาย ทุกคนกำลังจะตาย การมีอยู่ของรูปภาพพวกนี้จะช่วยให้อะไรดีขึ้นมา" โธมัสถามด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง ดวงตาของเขาว่างเปล่าไร้ร่องรอยของความฝัน
"เพราะถ้าเราไม่บันทึกไว้ วันหนึ่งเมื่อมนุษย์สูญสิ้นไป จะไม่มีใครรู้เลยว่าเราเคยต่อสู้และเผชิญหน้ากับอะไรมาบ้าง รูปภาพพวกนี้คือหลักฐานว่าเราเคยมีตัวตนอยู่" ผมพูดพลางใช้นิ้วจับคันโยกพิมพ์ภาพที่เป็นสไตล์คลาสสิก ดึงมันเข้าหาตัวเบาๆ
กลไกภายในกล้องเริ่มทำงาน เสียงมอเตอร์ขนาดเล็กหมุนอย่างนุ่มนวล แผ่นฟิล์มขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิตค่อยๆ เลื่อนออกมาจากช่องด้านบนของตัวเครื่อง ผมหยิบมันออกมาวางบนฝ่ามือ ในโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยหมอกพิษและเสียงกรีดร้อง ภาพบนแผ่นฟิล์มค่อยๆ ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาอย่างช้าๆ สารเคมีบนแผ่นฟิล์มทำปฏิกิริยากับแสงจนกลายเป็นภาพถ่ายที่สมบูรณ์แบบ รูปภาพของสัตว์ประหลาดที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา
"มันสวยงามมาก... และน่ากลัวมากในเวลาเดียวกัน" โธมัสพึมพำเมื่อมองดูภาพในมือของผม
ความจริงแล้ว การใช้ชีวิตในโลกแบบนี้ทำให้จิตใจของคนเราบิดเบี้ยวได้ง่าย รัฐบาลทหารปืนใหญ่ที่คุมเมืองหลวงมักจะป่าวประกาศผ่านหนังสือพิมพ์หัวสีทุกเช้าว่า พวกเขาจับสัตว์ประหลาดมาทำการทดลองเพื่อสร้างวัคซีนและอาวุธที่จะช่วยกอบกู้มนุษยชาติ
พวกเขาขอรับบริจาคเงิน ทองคำ และเสบียงอาหารทั้งหมดจากประชาชน โดยสัญญาว่าอีกไม่นานความมืดมิดจะหมดไป ทุกคนยอมอดอยาก ยอมส่งลูกหลานเข้ากองทัพเพราะเชื่อในคำโกหกนั้น
แต่ความจริงที่ผมค้นพบจากการลักลอบถ่ายภาพในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามันไม่ใช่แบบนั้นเลย ภาพถ่ายหลายใบที่ผมเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางแสดงให้เห็นทหารหลวงกำลังต้อนฝูงชนเข้าไปในเขตกักกัน และส่งพวกเขาให้เป็นอาหารของสัตว์ประหลาดเหล่านั้นโดยตรง เพื่อแลกกับการที่พวกมันจะไม่บุกเข้าจู่โจมเขตที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูงและขุนนางในวัง ทหารไม่ได้ปกป้องเรา พวกเขาเป็นแค่คนส่งอาหารค่ำให้กับพวกมัน
"พรุ่งนี้ฉันจะนำภาพใบนี้ไปให้หัวหน้ากลุ่มต่อต้านในย่านตะวันออก" ผมบอกกับโธมัส "ถ้าประชาชนเห็นภาพนี้ เห็นความชัดเจนของสัตว์ร้ายที่รัฐบาลบอกว่าควบคุมได้แล้ว ทุกคนจะตื่นรู้และลุกขึ้นสู้"
โธมัสพยักหน้ารับ ดวงตาของเขาเริ่มมีประกายไฟแห่งความหวังจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง "ฉันจะช่วยนายเอง อาร์เธอร์ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ฉันก็จะช่วยให้นายเผยแพร่ความจริงนี้ออกไป"
แต่ความสงบสุขมักอยู่กับเราไม่นาน เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากด้านบน โครงสร้างหินของโบสถ์ครืนลงมา ฝุ่นผงละอองร่วงกราว แสงไฟจากสปอตไลต์พลังงานไอน้ำของกองทัพฉายทะลุผ่านช่องหน้าต่างที่แตกกระจายลงมาในห้องใต้ดิน เสียงรองเท้าบูตทหารนับสิบคู่ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนสั่งการที่คุ้นเคย
"จับกุมไอ้พวกกบฏให้หมด! อย่าให้พวกมันทำลายความมั่นคงของจักรวรรดิ!"
ทหารในเครื่องแบบสีแดงเข้มพร้อมปืนคาบศิลาติดดาบปลายปืนบุกเข้ามาล้อมเราไว้ทุกทิศทาง ผมรีบเก็บกล้องลงกระเป๋าเสื้อโค้ต แต่แผ่นฟิล์มที่เพิ่งปริ้นออกมายังคงอยู่ในมือ โธมัสพยายามจะยกปืนขึ้นสู้ แต่เขากลับถูกท้ายปืนของนายทหารคนหนึ่งฟาดเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงจนล้มลงไปกองกับพื้น เลือดสีแดงสดไหลนองเต็มพื้นอิฐ
ผมถูกกดตัวลงกับพื้นอย่างโหดร้าย ใบหน้าแนบไปกับความเย็นและสกปรกของห้องใต้ดิน มีใครบางคนเดินฝ่ากลุ่มทหารเข้ามา รองเท้าบูตหนังสีดำมันวับหยุดอยู่ตรงหน้าผม เขาคุกเข่าลงและหยิบแผ่นฟิล์มอินสแตนท์จากมือของผมไปพิเคราะห์ดูอย่างละเอียด
ผู้บัญชาการริชาร์ด หัวหน้าหน่วยปืนใหญ่รักษาพระองค์ ชายผู้มีภาพลักษณ์เป็นวีรบุรุษสงครามในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เขามองภาพถ่ายเดอะ คลอว์ ในมือแล้วยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพช
"แกทำได้ดีมาก อาร์เธอร์ ภาพถ่ายใบนี้ชัดเจนกว่าภาพวาดของจิตรกรทุกคนในราชสำนักเสียอีก" ริชาร์ดกล่าวพลางส่งสัญญาณให้ทหารปล่อยตัวผมให้ลุกขึ้นนั่ง
ผมสับสนเป็นอย่างมาก ทหารไม่ได้เข้ามาทำลายหรือยึดกล้องของผมด้วยความโกรธแค้น แต่พวกเขากลับจัดระเบียบแถวและยืนนิ่งราวกับกำลังรอฟังคำสั่งจากผม
"หมายความว่ายังไง... ผู้บัญชาการ?" ผมถาม น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความไม่เข้าใจขณะมองไปที่โธมัสซึ่งนอนหมดสติอยู่
ริชาร์ดหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยื่นแผ่นฟิล์มใบนั้นคืนให้ผม "แกยังไม่เข้าใจอีกหรือ? งานของแกสำเร็จลุล่วงแล้ว แผนการปล่อยข่าวลือเรื่องวัคซีนและเรื่องสัตว์ประหลาดบุกสลัม ทั้งหมดชวนให้ประชาชนเกิดความกลัวจนยอมมอบทุกอย่างให้กองทัพ และไอ้ภาพถ่ายใบนี้แหละที่จะกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ฉันจะใช้ประกาศกฎอัยการศึกขั้นสูงสุดเพื่อยึดอำนาจเบ็ดเสร็จจากองค์จักรพรรดิ"
สมองของผมชาบิตชั่วขณะ ความทรงจำอันโหดร้ายพรั่งพรูเข้ามาในหัว ความจริงแล้วผมไม่ได้เป็นช่างภาพอิสระที่ลักลอบสืบหาความจริงเพื่อกู้โลกอย่างที่ตัวเองเข้าใจ
แต่ผมคือร้อยเอกอาร์เธอร์ หน่วยข่าวกรองลับของกองทัพปืนใหญ่หลวง กล้องอินสแตนท์ไฮบริดตัวนี้ก็คืออุปกรณ์ที่ผู้บัญชาการริชาร์ดมอบให้ผมเพื่อปฏิบัติภารกิจสร้างสถานการณ์และเก็บรวบรวมภาพถ่ายความสยดสยองไปใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ อาการบาดเจ็บที่ศีรษะจากระเบิดเมื่อเดือนก่อนทำให้ความทรงจำของผมบิดเบี้ยวและสร้างตัวตนพระเอกผู้ผดุงความยุติธรรมขึ้นมาเองในหัว
"จำได้แล้วใช่ไหม อาร์เธอร์?" ริชาร์ดตบไหล่ผมแรงๆ "แกคิดว่าคนจรจัดอย่างโธมัสจะพานายรอดจากดงสัตว์ประหลาดมาได้บ่อยขนาดนี้เชียวหรือถ้าทหารของเราไม่ได้คอยเคลียร์ทางให้? เอาล่ะ ส่งกล้องตัวนั้นมาให้ฉัน เราต้องนำภาพที่เหลือไปขยายความหวาดกลัวให้คนทั้งลอนดอนยอมสยบแทบเท้าเรา"
ผมมองดูคำสั่งซื้อถ่านหินและใบเสร็จรับเงินเสบียงในกระเป๋าเสื้อโค้ตของตัวเองที่มีตราประทับของกองทัพ ศีลธรรมในใจของผมพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความดีงาม แต่อยู่ได้ด้วยการฉ้อฉลและการจัดการความกลัวอย่างเป็นระบบ
ผมหยิบกล้อง FUJIFILM INSTAX MINI EVO ออกมาจากกระเป๋าอย่างช้าๆ แสงไฟหน้าจอดิจิทัลสะท้อนภาพใบหน้าของผมที่ดูซีดเซียวและไร้หัวใจไม่ต่างจากสัตว์ประหลาดด้านนอก
"นี่คือรูปภาพทั้งหมดครับ ผู้บัญชาการ" ผมเปลี่ยนสรรพนามและน้ำเสียงให้กลายเป็นทหารผู้ซื่อสัตย์ ยื่นกล้องส่งให้เขาด้วยมือที่เลิกสั่นแล้ว ความหวังในการกอบกู้โลกกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน
ริชาร์ดรับกล้องไปด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด เขาเปิดแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนเครื่องพิเศษของหน่วยเหนือ ซึ่งเชื่อมต่อกับบลูทูธของกล้องเพื่อทำการดึงไฟล์ดิจิทัลทั้งหมดที่ผมเคยบันทึกไว้ในความทรงจำของกล้องออกมาเก็บไว้ในฐานข้อมูลกลางของกองทัพ ระบบแจ้งเตือนการส่งไฟล์ 100% เสร็จสิ้นในเวลา 03:15 น.
"แกทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบมาก อาร์เธอร์ ทหาร! นำตัวไอ้โธมัสไปจัดการหลังโบสถ์ ส่วนร้อยเอกอาร์เธอร์ ให้กลับไปพักผ่อนที่ค่ายทหารหลวงได้" ริชาร์ดสั่งการเด็ดขาด
ผมยืนนิ่งมองทหารสองคนลากร่างไร้สติของโธมัสออกไปทางประตูด้านหลัง ผมรู้ดีว่าคำว่า 'จัดการ' ของทหารหมายถึงอะไร เสียงปืนดังขึ้น 1 นัดในความมืดมิดด้านนอก โธมัสจากไปแล้วพร้อมกับความเชื่อมั่นในตัวผมที่ไม่มีอยู่จริง
ผมหันหลังกลับเดินตามผู้บัญชาการริชาร์ดและขบวนทหารออกไปจากโบสถ์ร้าง มุ่งหน้าสู่เขตพระราชวังชั้นในที่ซึ่งแสงไฟและความอบอุ่นรออยู่
ทหารในขบวนเริ่มพูดคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนานเกี่ยวกับอำนาจใหม่ที่พวกเรากำลังจะได้รับหลังจากคืนนี้ผ่านพ้นไป ทุกคนต่างคิดถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ อาหารเลิศรส และการเป็นนายเหนือหัวของมนุษย์ที่เหลือรอดในสลัม ริชาร์ดเดินนำหน้าพลางเปิดดูไฟล์ภาพในสมาร์ตโฟนเพื่อเตรียมพิมพ์เป็นเอกสารแจกจ่ายไปทั่วเมืองหลวงในตอนเช้า
แต่เมื่อเราเดินมาถึงกึ่งกลางสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ เสียงสัญญาณเตือนภัยจากกล้องในมือของริชาร์ดก็ดังขึ้นเป็นจังหวะถี่ๆ ระบบหน้าจอดิจิทัลของกล้องกะพริบเป็นตัวอักษรสีแดงคำว่า 'Error' พร้อมกับสัญลักษณ์เตือนความร้อนของแบตเตอรี่ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ
"เกิดอะไรขึ้นกับกล้องของแก อาร์เธอร์?" ริชาร์ดหันมาถามด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ความร้อนจากตัวกล้องเริ่มแผ่ซ่านจนเขาต้องปล่อยมันร่วงลงพื้นสะพาน
ผมไม่ได้ตอบคำถามของเขา แต่รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผม ความทรงจำของผมไม่ได้บิดเบี้ยวเพราะแรงระเบิดหรอก และผมก็ไม่เคยเป็นร้อยเอกอาร์เธอร์ผู้ซื่อสัตย์ของกองทัพด้วย
ผมคืออาร์เธอร์ ช่างภาพจากกลุ่มต่อต้านใต้ดินตัวจริงที่วางแผนแทรกซึมเข้ามารับตำแหน่งเพื่อหลอกลวงกองทัพต่างหาก บันทึกคำสั่งและตราประทับในกระเป๋าเสื้อโค้ตคือของปลอมที่ผมทำขึ้นมาเพื่อตบตาริชาร์ดในกรณีที่โดนจับได้ และกล้องตัวนี้ก็ได้รับการดัดแปลงระบบจ่ายไฟภายในพอร์ต USB Type-C ให้เกิดการลัดวงจรขั้นรุนแรงเมื่อมีการเชื่อมต่อเพื่อดึงไฟล์ทั้งหมดออกไป
วงจรภายในกล้องเกิดการระเบิดขนาดเล็ก แสงไฟสีฟ้าสว่างวาบขึ้นพร้อมกับคลื่นความถี่สูงที่ถูกปล่อยออกมาผ่านเสาอากาศบลูทูธที่ถูกดัดแปลง คลื่นสัญญาณความถี่นั้นไม่ได้ทำลายแค่สมาร์ตโฟนของริชาร์ดจนดับสนิท แต่คัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อส่งสัญญาณกระตุ้นระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ทุกตัวในรัศมี 5 กิโลเมตร
เสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นพร้อมกันจากใต้แม่น้ำเทมส์และจากทุกซอกตึกในย่านสลัม ดวงตาสีแดงฉานนับร้อยนับพันคู่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางหมอกพิษสีม่วง พวกมันไม่ได้ถูกดึงดูดด้วยความร้อนอีกต่อไป แต่พวกมันกำลังมุ่งตรงมาตามคลื่นสัญญาณที่กระจายออกจากสะพานแห่งนี้
"แกทำอะไรลงไป อาร์เธอร์!" ริชาร์ดตะโกนก้องด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุดขณะชักดาบประจำตำแหน่งออกมา ทหารทุกคนในขบวนแตกตื่นกระเจิดกระเจิงเมื่อเห็นฝูงเดอะ คลอว์ นับร้อยตัวกำลังปีนป่ายขึ้นมาจากราวสะพานและปิดล้อมทางออกไว้ทั้งหมด
"ผมแค่ปริ้นความจริงใบสุดท้ายออกมาให้ทุกคนได้เห็นครับ ผู้บัญชาการ" ผมกระซิบบอกเขาในวินาทีที่กรงเล็บแรกของสัตว์ร้ายพุ่งทะลุอกของริชาร์ดจากด้านหลัง
ผมทิ้งตัวลงนั่งท่ามกลางความโกลาหล เสียงกรีดร้องของทหารปืนใหญ่หลวงและเสียงฉีกกระชากเนื้อหนังดังระงมไปทั่วสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ แผ่นฟิล์มอินสแตนท์ใบสุดท้ายที่ผมซ่อนไว้ในสาบเสื้อค่อยๆ เลื่อนหลุดออกมาวางบนพื้นสะพาน
มันไม่ใช่ภาพถ่ายของสัตว์ประหลาด และไม่ใช่ภาพถ่ายของทหาร แต่เป็นภาพถ่ายท้องฟ้าสีครามสดใสและทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างใหญ่ที่ผมถ่ายเก็บไว้ก่อนที่โลกใบนี้จะล่มสลาย ภาพของโลกที่ไม่มีใครจำได้อีกต่อไป นอกจากแผ่นฟิล์มใบเล็กๆ ใบนี้ที่กำลังถูกเหยียบย่ำจนแหลกสลายไปพร้อมกับชีวิตของพวกเราทุกคน
👉 ตัวละคร นิยายซีรีส์ บันทึกฟิล์มใบสุดท้ายในโลกสีเลือด The Last Print of a Dying World
อาร์เธอร์ (Arthur) เพศชาย
ชายหนุ่มผู้เงียบขรึม ผอมโซแต่แววตาเด็ดเดี่ยว มีบุคลิกซับซ้อนและเก็บงำความลับได้อย่างแนบเนียน ภายนอกดูเหมือนช่างภาพผู้สิ้นหวังที่พยายามยึดเหนี่ยวความเป็นมนุษย์ชิ้นสุดท้ายไว้ ผ่านกล้องถ่ายภาพในมือ แต่ภายในกลับเป็นนักวางแผนที่ชาญฉลาด มีความอดทนสูง และยอมสละได้ทุกสิ่ง แม้กระทั่งศีลธรรมหรือชีวิตของคนรอบข้าง เพื่อเป้าหมายในการทำลายล้างระบบที่บิดเบี้ยว
โธมัส (Thomas) เพศชาย
ชายวัยกลางคนชนชั้นแรงงานในย่านสลัม มีรอยแผลเป็นฉกรรจ์บนใบหน้าที่ผ่านศึกเหนือเสือใต้มาอย่างโชกโชน เป็นคนซื่อตรง รักพวกพ้อง และยังคงมีความหวังริบหรี่ว่าจะสามารถกู้คืนโลกใบเดิมกลับมาได้ เขาจงรักภักดีและเชื่อใจอาร์เธอร์อย่างหมดหัวใจ จนยอมเป็นเครื่องมือและเป็นเหยื่อในแผนการโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว
ผู้บัญชาการริชาร์ด (Commander Richard) เพศชาย
ผู้นำกองทัพปืนใหญ่รักษาพระองค์ ทหารระดับสูงผู้มีภาพลักษณ์พรีเมียม สง่างาม และเป็นวีรบุรุษในสายตาประชาชน แต่เนื้อแท้คือเผด็จการที่ฉ้อฉล บ้าอำนาจ และมองมนุษย์เป็นเพียงเบี้ยบนกระดาน เขามักใช้ความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือในการปกครอง และมีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไปจนกลายเป็นจุดบอดที่ทำให้ถูกซ้อนแผน
👉 บทวิจารณ์ นิยายซีรีส์ บันทึกฟิล์มใบสุดท้ายในโลกสีเลือด The Last Print of a Dying World
นิยายเรื่องนี้ผสานแนวคิดเชิงประวัติศาสตร์ยุควิกตอเรียน (Historical) เข้ากับความสยดสยองของสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ (Monster Fantasy) ได้อย่างมีบรรยากาศและทรงพลัง ฉากหลังของกรุงลอนดอนที่ถูกเคลือบด้วยหมอกพิษและควันถ่านหินถูกบรรยายออกมาจนผู้อ่านสามารถสัมผัสถึงความอึดอัด คาวเลือด และกลิ่นอายของยุคสมัยได้อย่างสมจริง
ตัวเรื่องไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ความตื่นเต้นจากการไล่ล่าของอสูรกาย แต่กลับดิ่งลึกเข้าไปสำรวจความเสื่อมทรามของจิตใจมนุษย์ในสภาวะดิสโทเปีย (Dystopian) ที่ซึ่งความถูกต้องถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและการเอาชีวิตรอด
แกนกลางของเรื่องมีการใช้วัตถุต่างยุคสมัย (Anachronism) อย่างกล้องถ่ายภาพไฮบริดยุคใหม่มาเป็นสัญลักษณ์สำคัญได้อย่างน่าสนใจ มันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่อุปกรณ์บันทึกภาพ แต่เป็นตัวแทนของ "ความจริง" ที่ถูกตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราจำ หรือสิ่งที่เราเชื่อนั้น เป็นความจริงแท้หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกจัดฉากขึ้นมา
ความตึงเครียดของเนื้อหาจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นตามตัวเลขเวลาดิจิทัลที่งวดเข้ามาทุกที โครงสร้างบทละครมีความเหี้ยมเกรียมและเย็นชาต่อชะตากรรมของตัวละครอย่างเด่นชัด สะท้อนภาพจำของโลกที่ศีลธรรมพังทลายได้อย่างไร้ความปราณี
จุดเด่นที่สุดคือการเล่นกับสภาวะจิตใจและความทรงจำอันบิดเบี้ยว จังหวะการดำเนินเรื่องเต็มไปด้วยความลื่นไหล ทรงพลัง และทิ้งปมปริศนาไว้ให้คิดตามในทุกย่างก้าว ถือเป็นงานเขียนแนวแฟนตาซีมืดมน (Dark Fantasy) ที่ผสมผสานความคลาสสิกและความล้ำสมัยเข้าด้วยกันได้อย่างสร้างสรรค์ คาดเดาได้ยาก และจบลงด้วยความหดหู่ที่งดงาม ทิ้งความรู้สึกสะเทือนใจให้แก่ผู้อ่านได้อย่างยาวนานหลังจากอ่านประโยคสุดท้ายจบลง
กล้องอินสแตนท์ไฮบริดสุดพรีเมียม FUJIFILM INSTAX MINI EVO (พอร์ต USB Type-C)
กล้องลูกครึ่งสุดเท่ สายคอนเทนต์เห็นแล้วใจสั่น
ชั่วโมงนี้กล้องอินสแตนท์ที่มาแรงและดีไซน์กินขาดที่สุด ต้องยกให้ตัวนี้เลย เป็นกล้องลูกครึ่งที่ดึงเอาความคลาสสิกของกล้องฟิล์มมาเจอกับความสะดวกของยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว
เหมาะมากกับคนที่ชอบถ่ายรูปสไตล์สตรีท คาเฟ่ หรืออยากได้รูปเก๋ๆ ไปอัปโหลดลงโซเชียล รอบนี้เขากลับมาพร้อมการอัปเกรดระบบภายในใหม่ ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ ตัวเครื่องสวยพรีเมียม ถือไปไหนก็เด่น
👉 FUJIFILM INSTAX MINI EVO (USB-Type C) ถ่ายสนุก ไม่มีเปลืองฟิล์ม
ระบบไฮบริดของกล้องตัวนี้ฉลาดและเป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์มาก เพราะเราสามารถกดถ่ายรูปไปก่อน แล้วค่อยมานั่งเลือกรูปที่ชอบที่สุดผ่านหน้าจอด้านหลังกล้องก่อนสั่งปริ้นได้ รูปไหนหลุด โฟกัสพลาด หรือแสงไม่ได้ ก็แค่ลบทิ้งแล้วถ่ายใหม่ ไม่ต้องนั่งเสียดายค่าฟิล์มเหมือนเมื่อก่อน
รอบนี้เขาใส่ปุ่มชัตเตอร์มาให้ถึงสองจุด จะถือถ่ายแนวตั้งหรือแนวนอนก็ถนัดมือ มีโหมดมาโครเอาใจสายคาเฟ่ที่ชอบถ่ายเจาะอาหารหรือดอกไม้ใกล้ๆ ให้ได้ภาพคมชัด
แถมยังมีระบบตั้งเวลาถ่ายภาพมาให้ในตัว ส่วนเรื่องการชาร์จไฟก็สบายใจได้เลย เพราะเปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB-Type C ยอดนิยมเหมือนมือถือเรียบร้อยแล้ว
👉 เชื่อมต่อมือถือได้ ปริ้นรูปง่าย บันทึกไฟล์ลงเครื่องทันที
ความสะดวกอีกขั้นคือการทำงานร่วมกับสมาร์ตโฟนผ่านแอปพลิเคชัน แค่เชื่อมต่อบลูทูธ กล้องตัวนี้ก็จะเปลี่ยนตัวเองเป็นเครื่องปริ้นรูปพกพาทันที อยากได้รูปไหนในมือถือออกมาเป็นใบฟิล์มก็สั่งกดปริ้นได้เลย
ในทางกลับกัน รูปสวยๆ ที่เราถ่ายและสั่งปริ้นจากกล้อง ตัวแอปก็จะบันทึกไฟล์ดิจิทัลส่งกลับเข้ามาเก็บไว้ในมือถือให้ด้วย นำไปโพสต์ลงอินสตาแกรมหรือส่งต่อให้เพื่อนได้ทันที ไม่ต้องเอาเก็บโทรศัพท์มานั่งถ่ายสแกนแผ่นฟิล์มซ้ำให้สะท้อนแสง และยังใช้มือถือเป็นรีโมตสั่งกดชัตเตอร์ระยะไกลได้อีกด้วย
👉 สนุกกับการหมุนเลือกโทนภาพได้เป็นร้อยแบบ
เสน่ห์ที่ทำให้เล่นกล้องตัวนี้ได้ไม่มีเบื่อ คือฟังก์ชันการปรับแต่งภาพที่ให้ฟีลอนาล็อกของจริง โดยเราสามารถผสมผสานเอฟเฟกต์เลนส์ 10 แบบ เข้ากับเอฟเฟกต์ฟิล์มอีก 10 แบบ วิธีใช้ก็คลาสสิกสุดๆ
แค่เอามือหมุนวงแหวนที่ตัวเลนส์เพื่อเปลี่ยนเอฟเฟกต์ และหมุนแป้นไดอัลด้านบนเพื่อเปลี่ยนโทนสีฟิล์ม พอจับคู่เล่นไปเรื่อยๆ จะสร้างสรรค์โทนภาพที่แตกต่างกันได้มากถึง 100 รูปแบบ ชอบภาพสีสด ภาพขาวดำ หรือภาพสไตล์วินเทจก็ปรับแต่งได้ตามใจชอบ
👉 ฟินกับคันโยกสั่งพิมพ์ภาพ และดีไซน์เรโทรสุดหรู
เมื่อได้รูปที่ถูกใจแล้ว ขั้นตอนการปริ้นรูปจะทำให้คุณหลงรักกล้องตัวนี้มากขึ้น เพราะเขาไม่ได้ใช้ปุ่มกดธรรมดา แต่ทำออกมาเป็นคันโยกให้เราดึงชัตเตอร์ ซึ่งถอดแบบมาจากก้านสับขึ้นฟิล์มของกล้องโบราณ ให้ความรู้สึกฟินและเข้าถึงอารมณ์ของการถ่ายฟิล์มแบบดั้งเดิม
งานประกอบรอบตัวเครื่องมีความหรูหรา แข็งแรงทนทาน ด้านหน้าเลนส์มีกระจกเงาบานเล็กเอาไว้ช่วยเล็งจัดองค์ประกอบตอนถ่ายเซลฟี่ได้อย่างแม่นยำ
มีสีสันให้เลือกตามสไตล์ของแต่ละคน ทั้งสีดำดุดัน สีน้ำตาลสุดคลาสสิก และสีชมพูเจนเทิลโรสที่ดูนุ่มนวล พร้อมการรับประกันศูนย์ไทย มั่นใจเรื่องบริการหลังการขายได้เลย
ไม่ว่าจะพกติดกระเป๋าไปนั่งคาเฟ่ ไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือพกไปงานปาร์ตี้ กล้องตัวนี้พร้อมบันทึกความทรงจำให้ออกมาเป็นแผ่นฟิล์มสวยๆ และส่งไฟล์เข้ามือถือได้ครบจบในตัว เป็นกล้องอีกตัวที่คนรักการถ่ายภาพมีไว้แล้วคุ้มแน่นอน
| คุณสมบัติ / สเปกเครื่อง | รายละเอียดข้อมูลสินค้า |
|---|---|
| ประเภทกล้อง | กล้องอินสแตนท์ระบบไฮบริด (Hybrid Instant Camera) ถ่าย เลือกรูป และสั่งปริ้นได้ |
| ประเภทฟิล์มที่รองรับ | ฟิล์มอินสแตนท์ FUJIFILM INSTAX MINI (ขนาดเท่าบัตรเครดิต) |
| ขนาดภาพฟิล์ม | 2 x 3 นิ้ว (ขนาดรวมขอบฟิล์ม) |
| ลูกเล่นการแต่งโทนภาพ | เอฟเฟกต์เลนส์ 10 แบบ x เอฟเฟกต์ฟิล์ม 10 แบบ (ผสมผสานกันได้สูงสุด 100 รูปแบบ) |
| การควบคุมสไตล์อนาล็อก | ใช้วงแหวนเลนส์ (Lens Dial) วงแหวนฟิล์ม (Film Dial) และคันโยกสำหรับสั่งพิมพ์ (Print Lever) |
| ฟังก์ชันการถ่ายเซลฟี่ | มีกระจกเงาขนาดเล็ก (Built-in Selfie Mirror) ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าข้างเลนส์ |
| การออกแบบปุ่มชัตเตอร์ | ปุ่มชัตเตอร์คู่ (Dual Shutter Buttons) รองรับการถ่ายทั้งแนวตั้งและแนวนอนอย่างสะดวก |
| โหมดถ่ายภาพระยะใกล้ | โหมดมาโคร (Macro Mode) สำหรับการถ่ายภาพวัตถุในระยะใกล้ให้คมชัด |
| ระบบควบคุมแสงและแฟลช | ปรับค่าการชดเชยแสง, เปลี่ยนค่าไวท์บาลานซ์ (White Balance) และเลือกเปิด-ปิดแฟลชได้ |
| ฟังก์ชันการตั้งเวลา | มีระบบตั้งเวลาถ่ายภาพอัตโนมัติในตัว (Self-timer) |
| การเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน | รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth กับแอปพลิเคชัน INSTAX MINI EVO (ดาวน์โหลดฟรี) |
| ฟังก์ชันปริ้นภาพจากมือถือ | สามารถส่งรูปจากสมาร์ตโฟนมาสั่งพิมพ์เป็นฟิล์มผ่านตัวกล้องได้ |
| ฟังก์ชันบันทึกไฟล์ดิจิทัล | เซฟรูปภาพที่สั่งพิมพ์จากกล้อง ย้อนกลับไปเก็บไว้ในสมาร์ตโฟนพร้อมกรอบฟิล์มได้ทันที |
| ฟังก์ชันรีโมทชัตเตอร์ | สั่งกดชัตเตอร์ถ่ายภาพระยะไกลผ่านหน้าจอมือถือได้ (Remote Shooting) |
| พอร์ตการชาร์จไฟ | พอร์ตชาร์จไฟแบบ USB Type-C (รุ่นอัปเกรดใหม่) |
| ตัวเลือกสีตัวเครื่อง | มีทั้งหมด 3 สี: สีดำ (Black), สีน้ำตาล (Brown), สีชมพูอ่อน (Gentle Rose) |
| อุปกรณ์มาตรฐานในกล่อง | ตัวกล้อง, สายคล้องไหล่ (Shoulder Strap), สายเคเบิล USB |
| ประเภทการรับประกัน | การรับประกันอย่างเป็นทางการจากโรงงานผู้ผลิต (FUJIFILM) |
